วันนี้ (วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย คุณจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คุณศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์, คุณเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน, คุณพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และ คุณสุชาดา น้อยจีน รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์ฯ นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว”
โดยดำเนินพิธีมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ สตรี, บุรุษ, พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้ความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และเครื่องมือทำกิน รวมจำนวน 15 คน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 295,790 บาท (สองแสนเก้าหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยเก้าสิบบาทถ้วน) ในการนี้ได้รับเกียรติจาก คุณพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, คุณอัฐชัย ดุลยพัชร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้ จังหวัดสงขลา และ คุณไพโรจน์ ศรีละมุล นายอำเภอรัตภูมิ ร่วมในพิธีส่งมอบความช่วยเหลือ ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้ จังหวัดสงขลา
จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนดูแลสุขภาวะประชาชน
ในโอกาสเดียวกันนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่แผนกหน่วยแพทย์ฯ, เจ้าหน้าที่กู้ชีพ แผนกบรรเทาสาธารณภัย และอาสาสมัคร ร่วมออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยาตามอาการ แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และจัดกิจกรรมนันทนาการสำหรับเด็ก ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและดูแลสุขภาพเชิงรุกให้กับชุมชน
ถ้อยแถลงขับเคลื่อนการพัฒนาและลดความเหลื่อมล้ำ
คุณจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยถึงเจตนารมณ์ของโครงการในครั้งนี้ว่า:
"โครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว ระหว่าง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กับ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ
โดยในปี พ.ศ. 2569 นี้ มูลนิธิฯ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ในการช่วยคัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมเสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างเข้มแข็ง อันเป็นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และร่วมขับเคลื่อนประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป"

